EN TH

UBE ประกาศยุทธศาสตร์ปี 2569 ‘Beyond Ethanol’ สู่การเติบโตยั่งยืน ชูวิสัยทัศน์ใหม่ ปั้น New S Curve รับเทรนด์คุณภาพชีวิตที่ดีและยืนยาว ปิดงบ 2568 ทำรายได้จากการขาย 5,192.7 ล้านบาท

‘บมจ. อุบล ไบโอ เอทานอล’ หรือ UBE ผู้ผลิตและแปรรูปมันสำปะหลังแบบครบวงจร ประกาศแผนทรานส์ฟอร์เมชันครั้งสำคัญในปี 69 สู่การเติบโตยั่งยืน ชูวิสัยทัศน์ใหม่ ธุรกิจเอทานอลเป็นรากฐานสำคัญ พร้อมสร้าง New S Curve มุ่งยกระดับผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคตที่มุ่งสร้างความมั่นคงทางอาหารโลก รับเทรนด์การมีคุณภาพชีวิตที่ดีและยืนยาว รุกสร้างแลนด์สเคปขยายธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นแบรนด์ใหม่ พร้อมรับมือความท้าทายต้นทุนเอทานอลด้วยระบบ Multi-feed และ Operational Excellence มั่นใจกระจายความเสี่ยงจากธุรกิจเอทานอลสู่พอร์ตโฟลิโอที่มีมูลค่าสูงอย่างยั่งยืน เผยปี 2568 รายได้จากการขาย 5,192.7 ล้านบาท

นางสาวสุรียส โควสุรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อุบล ไบโอ เอทานอล จำกัด (มหาชน) (บริษัทฯ) หรือ UBE ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมันสำปะหลังรายใหญ่ของประเทศไทย เปิดเผยว่า ในปี 2569 UBE พร้อมก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ (Transformation) ภายใต้การ ‘Beyond Ethanol’ ด้วยการปรับวิสัยทัศน์และต่อยอดการวางกลยุทธ์ที่แข็งแกร่งเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยธุรกิจเอทานอลยังคงธุรกิจหลักและเป็นรากฐานที่แข็งแกร่ง และพร้อมสร้าง New S Curve ผ่านการยกระดับธุรกิจไปสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคตเพื่อความเป็นอยู่ที่ดี รวมทั้งการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง (High Value Products) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและกระจายความเสี่ยงจากความผันผวนของธุรกิจเอทานอล ทั้งยังรับกับเทรนด์ความมั่นคงทางอาหารแห่งอนาคตและกระแสสุขภาพโลกที่เน้นการบริโภคผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ ปลอดการใช้สารเคมี เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีและยืนยาว (Longevity Trend) อย่างแท้จริง ซึ่งสอดรับกับวิสัยทัศน์ของบริษัทฯ

สำหรับกลยุทธ์ทรานส์ฟอร์เมชันเพื่อก้าวสู่บริบทใหม่ของการเติบโตที่ยั่งยืนในระยะยาว ในกลุ่มธุรกิจเอทานอล จะนำองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม ผสานกับการวางกลยุทธ์อย่างแข็งแกร่ง ภายใต้การใช้เทคโนโลยีและทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อมุ่งสร้างโอกาสการเติบโตใหม่และนำพาธุรกิจรุกสู่ตลาดสากล ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาแนวทางการส่งออกในประเทศต่างๆ เพื่อรองรับความต้องการพลังงานสะอาดในตลาดโลกที่มีแนวโน้มเติบโต และมุ่งสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันผ่านความเป็นเลิศด้านปฏิบัติการ (Operational Excellence) มาใช้ในการบริหารจัดการต้นทุน ด้วยการคัดสรรเทคโนโลยีการหมักที่ล้ำสมัย อาทิ การคัดเลือกสายพันธุ์ยีสต์และเอนไซม์ที่มีประสิทธิภาพสูง รวมถึงการใช้โมเดลระบบการผลิตที่ยืดหยุ่นสามารถเลือกใช้วัตถุดิบได้หลากหลายชนิด (Multi-feed)

ส่วนธุรกิจแป้งมันสำปะหลังและฟลาว บริษัทฯ เล็งเห็นว่ายังมีศักยภาพเติบโตทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์การใช้งาน (Application) ที่หลากหลายยิ่งขึ้น และมุ่งไปที่ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง (High Value Products) ที่สอดรับกับเทรนด์สุขภาพและนวัตกรรมอาหารระดับสากล ซึ่งเมื่อปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ประสบความสำเร็จในการผลักดันการเติบโตของกลุ่มสินค้าเกษตรมูลค่าสูง (High Value) ได้แก่ แป้งมันสำปะหลังออร์แกนิก ฟลาวมันสำปะหลัง (Organic Starch, Flour) ตอบโจทย์ลูกค้าพรีเมียมทั้งในและต่างประเทศ โดยสามารถขยายฐานลูกค้าใหม่ได้อย่างแข็งแกร่งและต่อเนื่อง สำหรับธุรกิจร้านอาหารจะรุกเปิดตัวแบรนด์ใหม่ ขยายเข้าสู่เซกเมนต์ใหม่เพื่อสร้างแลนด์สเคปธุรกิจร้านอาหารให้กว้างขวาง กระจายความเสี่ยงทางธุรกิจ พร้อมมองหาโอกาสการลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ

ด้านธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่น เป็นอีกหนึ่งกลุ่มธุรกิจดาวรุ่ง (Rising Star) บริษัทฯ เดินหน้าขับเคลื่อนกลยุทธ์เชิงรุกเพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องและเข้าถึงฐานลูกค้าในพื้นที่ศักยภาพทั่วประเทศ โดยเฉพาะแบรนด์‘โอชิเน’ (Oshinei) ในเครือ โอชิเน เอ็นเตอร์ไพรส์ (Oshinei Enterprise) ที่ประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่นในการสร้างประสบการณ์อาหารญี่ปุ่นระดับคุณภาพจนได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภค โดยในปี 2568 ทำผลงานเติบโตได้ถึง 13% เมื่อเทียบกับปี 2567 สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของโมเดลธุรกิจที่เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ จึงเร่งสปีดขยายสาขาเพิ่มอีก 5 สาขาในปีนี้ แบ่งเป็นรูปแบบแฟรนไชส์ 3 สาขา และการลงทุนเองโดยบริษัท (Equity Store) อีก 2 สาขา สำหรับแบรนด์น้องใหม่ ‘เรนชิน’ (Renshin) ปัจจุบันมี 2 สาขา ได้รับกระแสตอบรับอย่างดีเยี่ยมหลังจากเปิดให้บริการสาขาแรกในเดือนตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา สามารถตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายที่มองหาประสบการณ์อาหารญี่ปุ่นระดับพรีเมียมในราคาที่เข้าถึงได้ ส่งผลให้ผลการดำเนินงานในช่วงเปิดตัวอยู่ในระดับที่น่าพอใจและเป็นไปตามแผนงานที่วางไว้

นางสาวสุรียส กล่าวว่า “การทรานส์ฟอร์เมชันในครั้งนี้ UBE พร้อมรับมือกับความท้าทายของอุตสาหกรรมเอทานอลในปีนี้ ที่ต้องเผชิญข้อจำกัดด้านปริมาณวัตถุดิบที่กดดันให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น และสะท้อนภาพราคาขายเอทานอลที่อาจมีการปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย รวมทั้งดีมานด์ที่ยังคงทรงตัวตามปริมาณการใช้ที่ลดลง แต่ UBE ได้วางรากฐานการบริหารจัดการความเสี่ยงไว้อย่างรอบด้าน เพื่อรักษาเสถียรภาพของธุรกิจ ขณะเดียวกันในตลาดแป้งมันสำปะหลังและฟลาวที่มีการเติบโตอย่างโดดเด่น เราเล็งเห็นการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นจากการขยายฐานผลิตของคู่แข่งในประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม ด้วยเหตุนี้จึงเร่งยกระดับการสร้างความแตกต่าง โดยมุ่งเน้นการสร้างสรรค์นวัตกรรมและรักษามาตรฐานคุณภาพระดับพรีเมียม เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำในระดับสากลและขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งท่ามกลางสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา”

ด้านผลการดำเนินงาน ปี 2568 กลุ่มบริษัทมีรายได้จากการขาย 5,192.7 ล้านบาท ลดลง -1,272.8 ล้านบาท จากปี 2567 (-19.7% YoY) และรายงานผลขาดทุน 103.1 ล้านบาท ในปี 2568 เทียบกับกำไร 252.5 ล้านบาท ในปี 2567 ผลจากธุรกิจเอทานอลรายงานยอดขายลดลงเป็น 2,574.4 ล้านบาท ลดลง -34.0% YoY เนื่องจากปริมาณและราคาขายเอทานอลเกรดเชื้อเพลิงที่ลดลง -35% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น ส่งผลหลักให้ธุรกิจเอทานอลขาดทุนที่ -366.5 ล้านบาท จากกำไรที่ 132.1 ล้านบาทในปี 2567 ขณะที่รายได้ธุรกิจแป้งมันสำปะหลังอยู่ที่ 1,740.5 ล้านบาท ลดลง -15.4% YoY แต่ธุรกิจแป้งมันสำปะหลังสามารถทำกำไรได้สูงสุดตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท โดยรายงานกำไรที่ 198.8 ล้านบาท เติบโตกว่า 57.8% YoY จากการบริหารจัดการวัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพและ product mix ที่มีสัดส่วนสินค้าที่ทำกำไรสูง ในส่วนรายได้จากธุรกิจร้านอาหารมีรายได้ในปี 2568 อยู่ที่ 751.9 ล้านบาท เติบโตจากปี 2567 ที่บริษัทได้เริ่มลงทุนในเดือนธันวาคมเพียงเดือนเดียว จากการขยายร้านอาหารญี่ปุ่นโอชิเนและการปรับบริหารจัดการของธุรกิจแฟรนไชส์

โดยในปี 2568 ถือเป็นปีแห่งการทดสอบความแข็งแกร่ง ทั้งแรงกดดันธุรกิจเอทานอลที่ยังมีความผันผวนด้านราคาขายและต้นทุนวัตถุดิบ ความผันผวนของอากาศที่ส่งผลกระทบต่อสินค้าการเกษตร อย่างไรก็ตาม UBE เชื่อมั่นว่าผลประกอบการในปีที่ผ่านมาเป็นจุดเปลี่ยน (Turning Point) เพื่อปูทางใหม่ โดยบริษัทฯ ได้ใช้ช่วงเวลานี้ในการปรับโครงสร้างและวางกลยุทธ์อย่างเชิงรุกอย่างเป็นระบบ เพื่อเตรียมพร้อมรับการฟื้นตัวที่แข็งแกร่งในปี 2569